อันเนื่องมาจากว่าเจ้าของบล๊อคอ่ะ พีคมานานแล้วแต่ไม่ได้ทำอะไำรเป็นจริงเป็นจังซะที
 
 
ขอซะหน่อยแล้วกันสำหรับพื้นที่นี้ #สารทจีนเลยเวิ่นซินะ
 
 
 
 
 
 
พี่อดัมจะมาไทยรอบที่สองของปีนี้ บัตรม่างหมดไวมากจากพวกซื้อไปตุนแสด
 
 
 
 
ไม่เป้นไร รอหนังใหม่ที่เค้ากำลังจะแสดง 17 /10 /2012 แทนแก้ชีช้ำ
 
 
"American Horror story" 2
 
ยังสงสัยว่าทำไมพี่เค้าถือกล้องแฮะ

 
 
ประวัติของ Maroon 5
 
 
 
มารูนไฟฟ์
Maroon5.jpg
ข้อมูลพื้นฐาน
แหล่งกำเนิด ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
แนวเพลง ป็อป,ป็อปร็อก,อัลเทอร์เนทีฟร็อก
ปี พ.ศ. 2537 - 2544 ในชื่อ "คาร่าส์ฟลาเวอร์ส"
พ.ศ. 2545 - ปัจจุบัน ในชื่อ "มารูนไฟฟ์"
ค่าย โซนีมิวสิก (พ.ศ. 2545)
ยูนิเวอร์แซลมิวสิกกรุ๊ป (พ.ศ. 2550 - ปัจจุบัน)
เว็บไซต์ maroon5.com
สมาชิก
Adam Levine (นักร้องนำ)
James Valentine (กีตาร์)
Jesse Carmichael (คีย์บอร์ด)
Mickey Madden (เบส)
Matt Flynn (กลอง)
อดีตสมาชิก
Ryan Dusick (กลอง) (1997-2006)
 
 
 
 

มารูนไฟฟ์ (อังกฤษ: Maroon 5) เป็นวงร็อกจากลอสแอนเจลิส

แคลิฟอร์เนีย อัลบั้มแรก ซองส์อะเบาต์เจน ขายได้กว่า 10 ล้าน

แผ่นทั่วโลก พร้อมคว้ารางวัลแกรมมีถึง 2 ครั้ง จากปี 2005 สาขา

ศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยม และ ปี 2006 สาขาศิลปินป๊อบคู่หรือกลุ่ม

ยอดเยี่ยม จากเพลง "This Love"

มารูนไฟฟ์ ประกอบด้วยสมาชิก

 

 

Adam Levine (นักร้องนำ) ,

 

 

James Valentine (กีตาร์) , *นางชอบทำหน้าฟินเวลาเล่น*

 


Jesse Carmichael (คีย์บอร์ด) , เจสน่ารักแต่มักชอบไปอยู่ข้างหลัง(?)


 


Mickey Madden (เบส)

และ



Matt Flynn (กลอง)

อัลบั้มใหม่ล่าสุด อิตวอนต์บีซูนฟอร์โซลอง ได้โปรดิวเซอร์

Mike Elizondo,Mark “Spike” Stent, Eric Valentine

ที่เคยทำงานให้กับศิลปินชื่อ

ดังมากมาย อาทิ เอ็มมิเน็ม, เกว็น สเตฟานี, Bjork, คีน

และ มาดอนน่า เป็นต้น

 

ซิงเกิลแรก "Makes Me Wonder" ได้กระโดดจากอันดับ 64 มาอยู่

อันดับหนึ่งได้ในชาร์ทบิลบอร์ด ทำลายสถิติที่เคลลี คลาร์กสันเคย

ทำไว้เมื่อตุลาคม 2002 กระโดดจาก 52 มาที่อันดับ 1 

 

-เพิ่มเติมล่าสุด จากจขบ.-  เจสซี่ ออกจากวงไปเรียนต่อแล้ว


ไปเรียนต่อในด้านดนตรี และด้านศิลปะบำบัด

 

 


ได้คนอื่นมาเล่นแทน คือ (PJ Morton) -



-เพิ่มเติมจากจขบ.สอง-  อัลบั้มหลังจากนั้นอีกคือ 

 

Hands All Over 

 

 

และล่าสุดคือ


Overexposed

 


 

ประวัติ

 
 
หน้าตายังเอ๊าะๆกันอยู่เลย 555 ,,- -,,

ช่วงเริ่มต้น

เลอวีน, คาร์ไมเคิล และแมดเดน 3 เพื่อนซี้จากไฮสคูลใน เอล.เอ

ตะวันตก เริ่มเป็นที่รู้จักภายใต้ชื่อ คาร่าส์ ฟลาวเวอร์ ถึงแม้ดู

เหมือนว่าทุกอย่างจะดีสำหรับพวกเขา แต่อัลบั้มแรก “เดอะ โฟร์ท

เวิร์ลด” (The Fourth World) ที่มีโปรดิวซ์เซอร์ระดับตำนาน ร็อบ

คาวาลโล่ (Green Day, Goo Goo Dolls) มาทำให้กลับออกมา

ค่อนข้างน่าผิดหวัง ทำให้พวกเขาหันมาเอาดีทางด้านการเรียน

โดยในขณะที่แมดเดนอยู่ที่ ลอสแอนเจลิส เพื่อเรียนที่มหาวิทยา

ลัยลอสแองเจิลลิส เลอวีนกับคาร์ไมเคิลกลับย้ายไปเรียนที่

มหาวิทยาลัยในนิวยอร์ก

 

แบบว่าพี่อดัมดูขรึมๆนะ

 

ในวันฉลองพระเยซูคริสต์ “ในห้องโถงมีแต่เสียงเพลงสรรเสริญพระ

เจ้าดังกระหึ่ม และทุกคนก็กำลังตั้งใจฟัง มันเป็นอะไรที่พวกเราไม่

เคยคิดที่จะฟังกัน เหมือนเพลงของ บิ๊กกี้ สมอลล์ (Biggie Smalls)

มิซซี่ แอลเลส (Missy Elliot) และเจย์-ซี (Jay-Z) ” เลอวีนเล่า

“ค่ายอาไลย่า เร็คคอร์ดได้โผล่มาช่วงนั้นและมันก็โดนพวกเราไป

เต็มๆ” ตั้งแต่นั้นเขาก็ได้แรงบันดาลใจในการแต่งเพลงจาก เดอะ บี

ทเทิ้ลส์ (The Beatles) บ๊อบ ดีแลน (Bob Dylan) ไซมอน แอนด์

การ์ฟังเกล (Simon & Garfunkel) และศิลปินอื่นๆที่เขาชื่นชอบมา

ตั้งแต่เด็ก ทำให้รูปแบบดนตรีของพวกเขาค่อยๆ เริ่มเปลี่ยนไป เลอ

วีนเริ่มฟังสตีวี วันเดอร์อย่างจริงๆจังๆ และได้แนวการร้องแบบใหม่

ทางด้านคาร์ไมเคิลก็เริ่มเล่นคีย์บอร์ด และทันใดนั้นอนาคตของ

พวกเขาก็มีทีท่าสดใสขึ้นอีกครั้งในรูปแบบที่แตกต่าง

 

เมื่อทั้ง 2 คนกลับมารวมตัวกับแมดเดนที่แอล.เอ พวกเขาเปลี่ยน

รูปแบบดนตรีใหม่โดยเสริม อาร์แอนด์บีและกรู๊ฟ เบส ลงไปใน

ดนตรีร็อกแอนด์โรลที่ พร้อมจะระเบิดของพวกเขา ด้วยดนตรีแบบ

ใหม่พวกเขาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “มารูน ไฟฟ์” พร้อมกับสมาชิกคนที่

5 มือกีตาร์ เจมส์ วาเลนไทน์ “เจมส์มาแทบจะพร้อมๆ กับตอนที่

พวกเรากำลังคิดชื่อวงใหม่” เลอวีนกล่าว “เราไม่ใช่วงคาร่าส์

ฟลาวเวอร์ อีกต่อไปแล้ว ด้วยการมีเจมส์และดนตรีในรูปแบบใหม่

เอี่ยม”

Songs About Jane


หลังจากกลับมาพร้อมกับ ทัศนคติใหม่ ดนตรีใหม่ และชื่อใหม่ มารู

นไฟว์ ก็เริ่มเป็นที่สนใจของต้นสังกัดต่างๆ อย่างรวดเร็ว และได้

เซ็นสัญญากับค่ายอินดี้น้องใหม่ในนิวยอร์กชื่อ Octone Records

และในปี 2001 มารูน ไฟฟ์ก็ได้เข้าสตูดิโออย่างจริงจังร่วมกับโป

รดิวเซอร์ Matt Wallace (The Replacements, Faith No More)

ทำงานดนตรีที่ผสมผสานร๊อคและอาร์แอนด์บีที่พวกเขารักได้อย่าง

ลงตัว ทำให้ได้ผลลัพธ์คืออัลบั้ม ‘ซองส์ อะเบาต์ เจน’ (Songs

About Jane) ซึ่งถูกปล่อยออกมาในเดือนมิถุนายน ปี 2002

อัลบั้มนี้ผสมผสานไปด้วยจังหวะป๊อป กับทำนองคลาสสิคโซล

ประกอบกับเสียงกีตาร์ร็อคที่ทรงพลัง ที่เหนือสิ่งอื่นใดคือเสียงร้อง

อันน่าประทับใจของเลอวีน ที่บอกเล่าเรื่องของอดีตแฟนสาวใน

อัลบั้มนี้

 

อัลบั้มนี้มีซิงเกิ้ลฮิตติดชาร์ตถึง 4 เพลง หนึ่งในนั้นคือซิงเกิ้ลดัง

 

 

“ดิส เลิฟ” (This Love) ที่ทำให้ มารูน ไฟฟ์ ได้รับรางวัลศิลปิน

หน้าใหม่ยอดเยี่ยมในงานเอ็มทีวี วิดีโอ มิวสิก อวอร์ดส ปี 2004

เพลงนี้วิ่งทะลุอันดับ 1 ท็อป 40, ทั้ง VH1 และ MTV ในเวลาไล่

เลี่ยกัน ทั้งยังเป็นเพลงแรกซึ่งได้รับรางวัลแพลตตินั่มจากการดาวน์

โหลดอีกด้วย ทางด้านเพลงอื่นๆก็ไม่น้อยหน้า

“ชี วิว บีฟ เลิฟ” (She Will Be Loved) ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมี่สาขาศิลปินกลุ่ม

Best Pop Performance อีก 2 ซิงเกิ้ลจากอัลบั้มนี้ไม่ว่าจะเป็น

“ฮาร์ดเดอร์ ทู บรีธ” (Harder to Breathe) หรือ

“ซันเดย์ มอร์นิ่ง" (Sunday Morning) ต่างก็ขึ้นถึงชาร์ท บิลบอร์ด ท็อป 20 และ

ท็อป40 ตามลำดับ นอกจากนี้ทางวงยังได้รางวัลแกรมมี่ในสาขา

ศิลปินหน้าใหม่ด้วย มารูน ไฟฟ์ อยู่บนชาร์ตนานถึง 10 สัปดาห์ ใน

ปี 2004 และทำลายสถิติชาร์ท the Modern Adult

Contemporary, Hot AC และ Adult Top 40 จนถึงปัจจุบันอัลบั้ม

นี้ได้ทำยอดขายระดับแพลตตินั่มแบบนับไม่ถ้วนในอเมริกา และมี

ยอดขายระดับทองคำและแพลตตินั่มมากกว่า 35 ประเทศทั่วโลก

มารูน ไฟฟ์ ได้ทัวร์ไปพร้อมกับศิลปินมากความสามารถตั้งแต่ เด

อะ โรลลิง สโตนส์ ไปจนถึง สตีวี วันเดอร์ (ในการปิดโชว์ ช่อง

Live8 ที่ฟิลาเดเฟีย) พวกเขาแสดงในรายการทีวีเกือบทั้งหมดที่มี

การเชิญนักร้องนักดนตรีไปขึ้นโชว์ ใน รวมไปถึงรายการดังอย่าง

“Saturday Night Live,” “The Late Show with David

Letterman,” “The Tonight Show with Jay Leno,” “The Ellen

DeGeneres Show,” “Jimmy Kimmel Live,” “The Today Show”

และอื่นๆ อีกมากมาย

 

ตามติดมาด้วยผลงานอัลบั้ม อะคูสติก ในปี 2004 รวบรวมเพลง

ของพวกเขาในแบบอะคูสติก และอัลบั้มแสดงสด Live – Friday,

the 13th ในปี 2005 พวกเขายังได้รับรางวัลแกรมมี่สาขา Best

Pop Performance by a Duo or Group with Vocal เป็นครั้งที่ 2

ในปี 2006 จากสุดยอดซิงเกิ้ลที่ฮิตไปทั่วโลก “This Love”

 

เป็นที่รู้กันว่าพวกเขานั้นห่วงใยและช่วยเหลือเรื่องสิ่งแวดล้อมเสมอ

มา ปี 2006 มารูน ไฟฟ์ จึงได้รับรางวัล Environmental Media

Awards และยังมีส่วนในการรณรงค์ให้คนทั่วโลกช่วยกันแก้ไข

ปัญหาโลกร้อนด้วยการลด ปริมาณการใช้พลังงานอีกด้วย

 

 

 

It Won't Be Soon Before Long

หลังจากได้รับ 2 รางวัลศิลปินหน้าใหม่ยอดเยี่ยมประจำปี 2005

เป็นครั้งแรกและทำยอดขายอัลบั้มได้มากกว่า 10 ล้านก๊อปปี้ทั่ว

โลก มารูน ไฟฟ์ เอาชนะใจแฟนๆ ด้วยดนตรีร๊อคผสมอาร์แอนด์บี

ในอัลบั้มแรก Song About Jane และในวันที่ 22 พฤษภาคม 4 ปี

หลังจากตระเวนทัวร์คอนเสริ์ตกับศิลปินอาทิเช่น เดอะ โรลลิง

สโตนส์ และ สตีวี วันเดอร์ ทางวงก็ได้ฤกษ์ปล่อยอัลบั้มชุดที่ 2 ที่

ใช้ชื่อว่า It Won’t Be Soon Before Long (A&M/Octone

Records) ในอัลบั้มชุดนี้ผู้ฟังจะได้รับซาวนด์ดนตรีที่ “เซ็กซี่ขึ้น”

“แข็งแกร่งขึ้น” และ “เนื้อร้องที่หม่นหม่องขึ้น” มากกว่าอัลบั้มแรก

ซึ่งอดัม เลอวีน นักร้องนำ/กีตาร์ ก็ได้ออกมายืนยันว่า “มันคือราก

ฐานของสิ่งที่เราเป็นมาตลอดซึ่งมันแตกต่าง”

 

อัลบั้มนี้บันทึกเสียงที่บ้านเกิดของพวกเขาใน ลอสแอนเจลิส โดยมี

โปรดิวเซอร์ Mike Elizondo (Fiona Apple, Eminem) , Mark

“Spike” Stent (Gwen Stefani, Bjork, Keane, Marilyn Manson)

, Mark Endert (Madonna, Fiona Apple) และ Eric Valentine

(Queens of the Stone Age, Nickel Creek). และยังได้รับการ

สนับสนุนจากมือกลองคนใหม่ แมท ฟลินน์ ผู้ซึ่งเติมเต็มองค์ประ

กอบซาวด์ของเลอวีน, มือกีตาร์ เจมส์ วาเรนไทน์, มือเบส มิกกี้

แมดเดน และคีย์บอร์ด เจส คาร์ไมเคิล “พวกเราพอใจกับผลงาน

ชิ้นนี้มาก” เลอวีน กล่าวโดยยกเครดิตให้กับซาวด์และเนื้อหาแบบ

ใหม่ “ในอัลบั้มแรกคุณสามารถหยิบเอาอิทธิพลของพวกเราไปได้

ง่ายๆ แต่ซาวด์ของอัลบั้มนี้มันมีความเป็น มารูน ไฟฟ์ มากกว่า”

“พวกเราได้กลับมาเป็นวงของพวกเราเอง และผมคิดว่าอัลบั้มนี้จะ

เปลี่ยนแปลงความเข้าใจว่าจริงๆพวกเราเป็นใคร”

 

 

 

ด้วยซิงเกิ้ลแรก “เมคส์ มี วันเดอร์” (Makes Me Wonder) ตัวเพลง

ดำเนินต่อเนื่องจากเบสหนักๆ ในช่วงอินโทรไปถึงท่อนที่ชวน

หลงใหลแต่ขัดกันกับความหมายในเนื้อเพลง

“Give mesomething to believe in because

I don’t believe in you anymore.”

ภายใต้ฉากหน้า มาจนถึงเพลง

“If I Never See YourFace”

ที่เน้นบีตกีตาร์แบบ ควินซี่ โจนส์ ก่อนจะกระโจนเข้าไปใน

 

 

“Wake Up Call,” ที่เริ่มต้นด้วยแนวอิเล็คโทรนิก้ากับ

 

เรื่องราวด้านมืด การทรยศและความเกรี้ยวกราดรุนแรง

 

เนื้อหาใน อิท วอนท์ บีซูน บีฟอร์ ลอง ได้มีการพูดถึงความรู้สึกที่

เต็มไปด้วยความหวังไว้เช่นกัน อาทิเพลง

 

“A Little of YourTime”

ในรูปแบบร็อกพบฮิปฮอป (ซึ่งเลอวีนบอกว่า“เป็นเพลงมี

ความพิเศษที่สุดในอัลบั้มและมีเนื้อเพลงที่ดี ที่สุดที่เราเคยแต่งกัน

มา”) ความสัมพันธ์ต้องข้ามผ่านความไม่เชื่อใจและการสื่อสารที่

ผิดพลาดเพื่อยืน หยัด และอารมณ์ของเสียงเบสในเพลง

 

“Won’tGo Home Without You”


ก็เข้ากับเนื้อที่ร้องขออย่างเศร้าโศกว่า

 

“ขอโอกาสให้ได้แก้ตัวอีกสักครั้งได้ไหม”

(one more chance tomake it right)

 

 

จบ Part .1  เอาไว้มาต่อตอน 2 นะจ๊ะ อิอิ

 

*ขอบคุณที่ตามอ่านถึงตรงนี้นะครับ <3*

 

 

จุ๊บ<3

Comment

Comment:

Tweet

#1 By (49.230.200.121|49.230.200.121) on 2015-04-11 22:37